Looklen Architects สตูดิโอออกแบบที่เชื่อว่าความสมบูรณ์แบบเกิดจากการรับฟัง และการท้าทายกฎเกณฑ์ฟิสิกส์เพื่อสร้างสเปซที่ตอบโจทย์ความสุขระยะยาว
รอยยิ้ม พลังงานที่ล้นเหลือ และความหลงใหลในการออกเดินทางไปสัมผัสโลกกว้าง คือความรู้สึกแรกที่เราสัมผัสได้จาก ต้น ณัฐพล เตโชพิชญ์ สถาปนิกหนุ่มผู้ก่อตั้ง Looklen Architects สตูดิโอออกแบบที่น่าจับตามองที่สุดแห่งหนึ่งในเวลานี้ จากเดย์วันในวัย 25 ปีด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างสถาปัตยกรรมในแบบฉบับของตัวเอง ผนวกกับดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันนี้ผลงานที่เต็มไปด้วยความขี้เล่นและกล้าคิดนอกกรอบของเขา ได้พิสูจน์ตัวเองบนเวทีระดับสากล ผ่านการคว้ารางวัลใหญ่อย่าง Architizer A+ Award, iF Design Award และการผ่านเข้ารอบสุดท้ายบนเวที World Architecture Festival ตอกย้ำว่าสถาปัตยกรรมที่สนุกสนาน ก็สามารถทรงพลังและได้รับการยอมรับในระดับโลกได้อย่างสง่างาม
ภายใต้ชื่อ "ลูกเล่น" ที่ฟังดูเป็นกันเอง งานออกแบบของพวกเขาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อเรียกเสียงฮือฮา ต้นเชื่อว่าทุกดีเทลที่แปลกตาต้องซ่อนตรรกะของการแก้ปัญหาที่เฉียบคมไว้เสมอ เขาเปรียบตัวเองเหมือนนักเล่นแร่แปรธาตุที่ชอบหยิบเอาข้อจำกัดของสัจจะวัสดุ หรือแม้กระทั่งแรงบันดาลใจจากการเดินทางแต่ละครั้ง เช่น การไปเล่นสโนว์บอร์ดที่ฮอกไกโด มาตีความใหม่เป็นฟังก์ชั่นทางสถาปัตยกรรม
“ผมมักจะทำสิ่งที่เจ้าของโครงการคาดไม่ถึงเสมอ เพราะถ้าเป็นสิ่งที่เจ้าของนึกได้เนี่ย มันจะไม่ใหม่อีกต่อไป ต้องเป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้ว่าจะสร้างยังไง หาแหล่งอ้างอิงก็ไม่ได้เพราะมันยังไม่เคยมีมาก่อน อันนี้คือสิ่งที่เราอยากทำมากๆ ” ต้นเล่าด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น สำหรับเขา สเปซที่ดีต้องดึงผู้คนเข้าหากัน และสถาปัตยกรรมจะสมบูรณ์แบบได้ ก็ต่อเมื่อมี ‘ชีวิต’ ของผู้อยู่อาศัยเข้าไปเติมเต็มเท่านั้น
อ่านเพิ่มเติม: เมื่อศิลปะมองหาคนที่ ‘ใช่’ สู่ House Museum by Rom Design อาร์ตสเปซที่ชวนนักคิดมาต่อบทสนทนาที่มีความหมาย

Above ต้น ณัฐพล เตโชพิชญ์ สถาปนิกผู้ก่อตั้ง Looklen Architects (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Thoughtful Logic
ชื่อ “ลูกเล่น” สะท้อนตัวตนของสตูดิโอแห่งนี้ได้อย่างน่าสนใจ คำว่า 'ลูก' สื่อแทนความเยาว์วัยและความสดใหม่ ในขณะที่ 'เล่น' มาจากบุคลิกสนุกสนานและการทำงานที่ท้าทายกรอบเดิมๆ ของต้นและทีมงาน แต่เบื้องหลังความขี้เล่นนั้น คือตรรกะทางวิทยาศาสตร์และศิลปะที่ถูกคำนวณมาอย่างดี
“ลูกเล่นมันไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ใหญ่หรือไอเดียที่มันแรงมาก แต่ต้องเป็นไอเดียที่มันเฉพาะเจาะจงในงานนั้นๆ ต้องเป็นลูกเล่นที่มีเหตุผลเป็นเบื้องหลังของมันครับ” ต้นอธิบาย
ความคิดเหล่านี้มักตกผลึกมาจากโลกทัศน์ที่กว้างไกลผ่านการเดินทาง “ผมชอบเที่ยวมากๆ... เพราะเวลาเราไปในหลายๆ ที่ไปที่ใหม่เนี่ย เราจะได้ไอเดียเยอะมาก” ต้นเล่าถึงแพสชั่นของเขา ไม่ว่าจะเป็นการซึมซับสถาปัตยกรรมตามอาร์ตแกลเลอรี การสำรวจธรรมชาติที่แกรนด์แคนยอน หรือแม้แต่การไปเล่นสโนว์บอร์ดที่นิเซโกะ ประเทศญี่ปุ่น “ตอนที่เข้าไปในวัฒนธรรมของการเล่นกิจกรรมกีฬาฤดูหนาวเนี่ย มันก็จะไม่เหมือนกัน... รวมถึงพวกเทคโนโลยีครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแชร์ลิฟต์ที่ต้องส่งคนขึ้นไป... หรือความเป็นกลไกแมคคานิกเท่ๆ เราสามารถเอามาปรับใช้ในการออกแบบไอเดียได้ด้วย”

Above ต้น ณัฐพล เตโชพิชญ์ สถาปนิกผู้ก่อตั้ง Looklen Architects (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above บ้านมิดชิด ผลงานการออกแบบโดย Looklen Architects

Above บ้านมิดชิด ผลงานการออกแบบโดย Looklen Architects
ความขี้เล่นที่ซ่อนฟังก์ชั่นถูกนำมาใช้ตีความสเปซพักอาศัยให้เหนือธรรมดา อย่างในโปรเจ็กต์ยุคแรกเริ่มที่สร้างดีเอ็นเอให้สตูดิโออย่าง บ้านมิดชิด ที่ตั้งคำถามกับการวางผังแบบเดิมๆ ด้วยการออกแบบฟาซาดภายนอกให้ทึบ 100% เพื่อตอบโจทย์ความเป็นส่วนตัวขั้นสุดในบริบทเมือง แต่เมื่อก้าวเข้ามาภายใน กลับซ่อนสเปซแบบ open plan กว้างขวางที่เปิดรับแสงธรรมชาติและสายลมไว้อย่างชาญฉลาด สร้างความคอนทราสต์ที่น่าทึ่ง
การตีความใหม่นี้ยังถูกส่งต่อไปยังโปรเจ็กต์อย่าง Playstacation ของศิลปินหนุ่ม กอล์ฟ พิชญะ นิธิไพศาลกุล ที่ทีมออกแบบพลิกแพลงพื้นที่พักอาศัยให้เป็นเสมือนสเตชั่นแห่งกิจกรรมที่ตรงกับไลฟ์สไตล์และความชื่นชอบของเจ้าของบ้าน พวกเขาทลายกรอบของคำว่า "ห้อง" แล้วเชื่อมฟังก์ชั่นกับไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน สถาปัตยกรรมจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงที่พักอาศัย แต่กลายเป็นสนามเด็กเล่นของผู้ใหญ่ที่มอบความรู้สึกของการพักผ่อนแบบ Vacation และตอบสนองพลังงานความสนุกของหนุ่มกอล์ฟได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อ่านเพิ่มเติม: Home Tour: เปิดบ้าน Playstaycation บ้านในฝันที่เปลี่ยนการอยู่บ้านให้เหมือนได้ staycation ทุกวัน

Above บ้าน Playstacation ของศิลปินหนุ่ม กอล์ฟ พิชญะ นิธิไพศาลกุล

Above บ้าน Playstacation ของศิลปินหนุ่ม กอล์ฟ พิชญะ นิธิไพศาลกุล

Above บ้าน Playstacation ของศิลปินหนุ่ม กอล์ฟ พิชญะ นิธิไพศาลกุล

Above กอล์ฟ พิชญะ นิธิไพศาลกุล และ ต้น ณัฐพล เตโชพิชญ์
The Material Alchemist
ในฐานะนักออกแบบ ต้นให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจ "ราก" ตั้งแต่กระบวนการผลิต สารประกอบ ไปจนถึงขีดจำกัดสูงสุด เพื่อนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นโจทย์ในการทำงานและเปิดพื้นที่สำหรับจินตนาการ “เราจะเห็นข้อจำกัดของมัน แล้วเรามักจะเอาข้อจำกัดมาท้าทายครับ ให้มันกลายเป็นงานดีไซน์ของเรา ผ่านความคิดสร้างสรรค์”
กลเล่นแร่แปรธาตุนี้เห็นได้ชัดเจนจากการออกแบบโชว์รูมคูโบต้า (Kubota) ที่สตูดิโอเลือกใช้อิฐเทอร์ราคอตตา (ดินเผา) เพื่อสื่อถึง ‘ดิน’ อันเป็นหัวใจของการทำการเกษตร ความสนุกคือการพลิกแพลงวัสดุธรรมดาให้กลายเป็นงานคราฟต์ พวกเขานำอิฐมาจัดเรียง พลิกมุม และบิดความหนาใหม่ จนเกิดเป็นแพตเทิร์นสามมิติที่ดูคล้าย “รอยดอกยางรถแทรกเตอร์”
“เราอยากจะเอาอิฐส้มที่เผาออกมา ซึ่งมันเป็นสีประจำของคูโบต้าอยู่แล้ว เอามาเรียงกัน ให้มันเกิดเป็นเหมือนล้อรถดอกยาง” การบิดแกนความหนาและลวดลายของอิฐ ทำให้เกิดสุนทรียภาพใหม่และเพิ่มมูลค่าที่เชื่อมโยงกับแบรนด์ได้อย่างมีชั้นเชิง
“ผมว่าการใช้ความคิดสร้างสรรค์นี่แหละ มันคือการเพิ่มมูลค่าครับ”

Above การออกแบบโชว์รูมคูโบต้า (Kubota)

Above การออกแบบโชว์รูมคูโบต้า (Kubota)
ในสเกลที่ใหญ่ขึ้นอย่างบ้าน Vanilla Valley สตูดิโอได้ยกระดับการเล่นแร่แปรธาตุไปสู่ภูมิทัศน์ พวกเขาหลอมรวมสถาปัตยกรรมเข้ากับธรรมชาติบริสุทธิ์ โดยใช้วัสดุที่ตอบสนองต่อทิศทางแสงและเงาเพื่อสร้าง Micro-climate เฉพาะตัว ใช้การคำนวณทิศทางแสงและลม ธรรมชาติจึงไม่ใช่แค่บริบทแวดล้อม แต่ถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ เพื่อให้ตัวบ้านแทรกซึมไปกับธรรมชาติและกลายเป็นหนึ่งเดียวกับหุบเขา
อ่านเพิ่มเติม: Home Tour: Vanilla Valley บ้านโอบป่าโทนสีวานิลลาที่อุทัยธานี กับการออกแบบบ้านให้หายใจร่วมกับธรรมชาติ

Above บ้าน Vanilla Valley
ความคิดสร้างสรรค์ที่ท้าทายฟิสิกส์ยังต่อยอดไปสู่งานนิทรรศการที่ต้องคำนึงถึงความยั่งยืน อย่างการออกแบบบูธของแบรนด์ EDL ในงานสถาปนิกสยาม (ASA EXPO) ที่กวาดรางวัลเหรียญทองด้านความยั่งยืนมาครอง สตูดิโอมองเห็น pain point สำคัญว่าวัฏจักรของงานแฟร์นั้นสั้นมาก เมื่อจบการจัดแสดง ซัพพลายเออร์ต้องเสียทั้งค่ารื้อถอนและต้องทิ้งวัสดุตกแต่งทั้งหมดกลายเป็นขยะ จึงตัดสินใจนำแผ่นลามิเนตกว่า 280 แผ่น ซึ่งปกติในการติดตั้งจะต้องใช้กาวติดแน่น มาเปลี่ยนวิธีการเป็นการใช้เทคนิค "หนีบและดัดโค้ง" โดยอาศัยการคำนวณองศาความโค้งที่พอดี ทำให้แผ่นวัสดุบางๆ เกิดความแข็งแรงและตั้งอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งกาวแม้แต่หยดเดียว
ผลลัพธ์คือเมื่อจบงาน พาวิลเลียนนี้สามารถถูกถอดชิ้นส่วนกลับไปขายต่อได้ 100% นี่คือลูกเล่นที่พลิกแพลงข้อจำกัดทางวิศวกรรมเพื่อสร้างความยั่งยืนและลดต้นทุนทางธุรกิจได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งในปีเดียวกันนั้น Looklen Architects ยังคว้าชัยชนะด้านความยั่งยืนบนเวทีงานสถาปนิกสยามไปได้ถึง 6 บูธ 6 รางวัล
อีกหนึ่งผลงานออกแบบที่น่าสนใจคือพาวิลเลียนของ SpecSpace สตูดิโอเลือกใช้วัสดุที่มีอยู่ทุกหนแห่งอย่าง “อากาศ” มาสร้างขึ้นผ่านโครงสร้างผ้าใบเป่าลมที่เย็บขึ้นรูปเหมือนการตัดสูทคัสตอมขนาดใหญ่เท่าบ้าน ภายในซ่อนการคำนวณการรับแรงลมทางวิศวกรรมโครงสร้างเสาคานมาอย่างดี ทำให้ใช้เวลาเซตอัปเพียง 3 นาที และสามารถสูบลมออกเพื่อย้ายไปเป็นป๊อปอัปสโตร์หรือคอนเสิร์ตฮอลล์ขนาดย่อมที่อื่นได้ทันที ถือเป็นลูกเล่นที่แก้ปัญหาตั้งแต่การขนส่งไปจนถึงอายุการใช้งาน

Above โมเดลผลงานการออกแบบโดย Looklen Architects
A Living Bridge
“ผมมองว่าสถาปัตยกรรม ถ้ามันไม่มีคนอยู่ในนั้น มันไม่มีชีวิตชีวาเลย หรือจะบอกว่ามันไม่มีชีวิตเลยดีกว่า” ต้นเน้นย้ำ สำหรับ Looklen Architects สถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่วัตถุที่ตั้งตระหง่าน แต่คือ ‘สะพาน’ ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน “เราพยายามจะสร้างสเปซต่างๆ ให้มันเกิดความลื่นไหลและเชื่อมต่อกับบริบทมากที่สุดครับ”
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงการตลาดยิ่งเจริญ สแควร์ อาคารขนาด 30,000 ตารางเมตร ที่ออกแบบพื้นที่ชั้น 1 ของอาคารใหม่ให้เป็นโถงยกสูงเปิดโล่ง ลบเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ปิดและพื้นที่เปิด เพื่อให้ผู้คนสามารถเดินทะลุเชื่อมต่อระหว่างความโมเดิร์นของสแควร์แห่งใหม่กับความคลาสสิกของตลาดเก่าได้ ลูกเล่นในการจัดการสเปซนี้ ทำให้เกิดการทับซ้อนของเจเนอเรชัน เกิดวิถีชีวิตที่ลื่นไหล และดึงผู้คนให้กลายมาเป็นคอมมูนิตี้ที่ครึกครื้น
ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) ยังซึมลึกไปถึงการออกแบบสเปซพักอาศัยระดับบุคคล ต้นมองว่าฟังก์ชั่นอย่าง "ห้องรับประทานอาหาร" คือองค์ประกอบที่ซับซ้อนมากสำหรับคนไทย เพราะแต่ละบ้านมีพฤติกรรมการใช้งานที่ต่างกันสิ้นเชิง ลูกเล่นในการจัดการห้องนี้ไปจนถึงห้องครัวจึงไม่ใช่การใส่ดีไซน์ที่หรูหราเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การรับฟัง หากบ้านไหนมีโจทย์ว่าเจ้าของบ้านทำอาหารให้ลูกกินทุกวัน เลย์เอาต์ของครัวจะไม่ถูกจัดให้หันหน้าเข้ากำแพงแบบครัวทั่วไป แต่จะหันออกไปมองเห็นพื้นที่นั่งเล่น (Living area) เพื่อรักษาการปฏิสัมพันธ์กัน การสบตา พูดคุย และรักษาความอบอุ่นของคนในครอบครัวไว้ โดยที่ยังต้องซ่อนลูกเล่นการกั้นโซนเพื่อจัดการเรื่องกลิ่นได้อย่างแนบเนียน
เมื่อถามถึงสเปซที่เป็นดั่งหัวใจในการเชื่อมโยงผู้คนในแบบฉบับของต้นเอง เขาตอบโดยไม่ลังเลเลยว่าคือ “โต๊ะทานข้าวทรงกลม” สไตล์ไทย-จีนที่บ้านของเขา
“หัวใจของบ้านจริงๆ แล้วมันคือโต๊ะทานข้าวอยู่แล้วครับ เพราะตลอดทั้งเช้ากลางวันเย็น เราใช้บ่อยมากๆ” เขาเล่าด้วยรอยยิ้ม “มันเป็นโต๊ะที่เกิดบทสนทนาที่น่าสนใจมากๆ ในแต่ละวัน... ทุกคนเห็นหน้าค่าตากัน แล้วก็ไม่มีใครไกลจากกัน”

Above โมเดลผลงานการออกแบบโดย Looklen Architects
The Enduring Imprint
ก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ของ Looklen Architects พวกเขาไม่เพียงขยายขอบเขตสู่โปรเจ็กต์สเกลใหญ่อย่างรีสอร์ตและโรงแรม แต่ยังลงลึกไปถึงงานเฟอร์นิเจอร์และโปรดักต์ดีไซน์ เพื่อสร้างระบบนิเวศการออกแบบที่ครบวงจร ความทะเยอทะยานนี้ยังพุ่งเป้าไปที่เวทีระดับสากล ดังเช่นการผ่านเข้ารอบ 30 ทีมสุดท้ายในการประกวดออกแบบโรงแรมที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพวกเขาเป็นตัวแทนจากประเทศไทยที่แข่งขันกับทีมจากทั่วโลก
“เราอยากจะมีเวทีที่ไปในระดับโลกมากขึ้น เพราะผมเชื่อว่าเรามีศักยภาพที่สามารถไปประกวดได้ครับ” ต้นทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจ

Above ทีม Looklen Architects
Topics











