Nicholas Simon ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Indochina Productions ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างซีรีส์ ‘White Lotus’ ซีซั่น 3 (ภาพ: davidreviews.com)
Cover Nicholas Simon ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Indochina Productions ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างซีรีส์ ‘White Lotus’ ซีซั่นสาม (ภาพ: davidreviews.com)
Nicholas Simon ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Indochina Productions ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างซีรีส์ ‘White Lotus’ ซีซั่น 3 (ภาพ: davidreviews.com)

จากชายหนุ่มผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักข่าว สู่โปรดิวเซอร์ผู้มีบทบาทเบื้องหลังภาพยนตร์ฮอลลีวูดและซีรีส์ระดับโลก Nicholas Simon กำลังผลักดันประเทศไทยจากสถานที่ถ่ายทำชั้นนำ สู่ศูนย์กลางการสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์แห่งอนาคต

หากภาพยนตร์เปรียบเสมือนประตูที่เปิดพาผู้ชมเดินทางไปยังโลกอันไร้ขอบเขต นิโคลัส ไซมอน (Nicholas Simon) ก็คือหนึ่งในบุคคลเบื้องหลังผู้ทำหน้าที่เปิดประตูบานนั้นให้กับฮอลลีวูดมายาวนานกว่าสามทศวรรษ ชื่อของเขาอาจไม่ปรากฏอยู่บนป้ายโฆษณาภาพยนตร์เคียงข้างนักแสดงชื่อดัง แต่ผลงานของเขาปรากฏอยู่บนจอภาพยนตร์และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งผ่านภาพยนตร์อย่าง Kong: Skull Island, Extraction, The Creator ตลอดจนซีรีส์ยอดนิยมอย่าง The White Lotus ซีซั่นสาม ที่นำเสน่ห์ของเมืองไทยไปสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก

ในฐานะผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Indochina Productions บริษัทโปรดักชั่นซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร Simon ไม่เพียงทำหน้าที่เชื่อมโยงทีมผู้สร้างภาพยนตร์ระดับโลกเข้ากับสถานที่ถ่ายทำในเอเชีย แต่ยังเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสร้างระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่เปิดโอกาสให้บุคลากรท้องถิ่นได้เติบโตไปพร้อมกับมาตรฐานการผลิตระดับสากล

และในวันนี้ เมื่อเอเชียกำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรมบันเทิงโลก วิสัยทัศน์ของเขาก็กำลังขยับไปไกลกว่าการเชื้อเชิญฮอลลีวูดให้เดินทางมาถ่ายทำในภูมิภาค แต่เป็นความพยายามที่จะผลักดันเรื่องราวและบุคลากรสร้างสรรค์จากเอเชียให้ออกเดินทางไปสู่สายตาของผู้ชมทั่วโลกด้วยเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม: ครั้งแรกในไทย! Tatler Gen.T Summit 2026 การรวมตัวของผู้นำรุ่นใหม่ระดับเอเชีย เปิดวิสัยทัศน์สู่อนาคต

เส้นทางที่ไม่ได้วางแผน

เรื่องราวของ Nicholas Simon ไม่ได้เริ่มต้นจากความฝันที่จะเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ ตรงกันข้าม เขาเคยวาดภาพอนาคตของตนเองไว้ในฐานะนักข่าว ผู้มีหน้าที่ออกเดินทาง ค้นหาความจริง และนำเรื่องราวของผู้คนมาถ่ายทอดสู่สาธารณะ

ในบทสัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The Daily Star เมื่อปี 2014 เขาเปิดเผยว่าเรียนจบด้านวารสารศาสตร์และตั้งใจจะประกอบอาชีพนักข่าว ก่อนเหตุบังเอิญครั้งหนึ่งจะเปลี่ยนทิศทางชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเพื่อนคนหนึ่งต้องการผู้รับหน้าที่ผลิตภาพยนตร์โฆษณาสามชิ้นภายในเวลาเพียง 10 วัน Simon จึงเสนอตัวเข้ารับงาน แม้ในเวลานั้นจะไม่ได้วางแผนเข้าสู่วงการโปรดักชั่นมาก่อนก็ตาม “ผมไม่เคยวางแผนที่จะเป็นโปรดิวเซอร์เลย ความจริงแล้วผมเรียนจบด้านวารสารศาสตร์ และเคยฝันว่าจะเป็นนักข่าว”

งานที่เริ่มต้นจากความบังเอิญกลับทำให้เขาค้นพบโลกอีกใบที่สามารถผสานความสนใจในการเล่าเรื่องเข้ากับการทำงานร่วมกับผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว เขาค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์ในวงการภาพยนตร์ ตั้งแต่งานสารคดี ภาพยนตร์โฆษณา ไปจนถึงภาพยนตร์ขนาดยาว โดยเส้นทางการทำงานในเอเชียของเขาย้อนกลับไปถึงช่วงต้นทศวรรษ 1990

แม้จะเปลี่ยนจากการเป็นนักข่าวมาอยู่เบื้องหลังกล้องถ่ายภาพยนตร์ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความสนใจในชีวิตและเรื่องราวของผู้คน เพราะสำหรับ Simon การสร้างภาพยนตร์ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการผลิตความบันเทิง หากยังเป็นหนทางเชื่อมโยงผู้คนจากต่างภาษาและวัฒนธรรมให้มีโอกาสเรียนรู้ซึ่งกันและกัน “ผมอยากทำงานร่วมกับผู้คนทั่วโลก อยากถ่ายทอดเรื่องราวของพวกเขา และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เข้ามามีส่วนร่วมในผลงานของเรา”

แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นรากฐานสำคัญของเส้นทางอาชีพที่ไม่เพียงสร้างชื่อเสียงให้แก่เขา แต่ยังช่วยเปิดพื้นที่ใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Tatler Asia
Nicholas Simon ย้ายมาพำนักในกรุงเทพฯ พร้อมกับภรรยาและบุตรสาวในปี 2009 ต่อมาในปี 2010 เขาก็ได้ก่อตั้งบริษัท Indochina Productions ขึ้น เพื่อให้บริการด้านการผลิตสำหรับโครงการต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ภาพ: 20th Century Studios; Jason Lang)
Above Nicholas Simon ย้ายมาพำนักในกรุงเทพฯ พร้อมกับภรรยาและบุตรสาวในปี 2009 ต่อมาในปี 2010 เขาก็ได้ก่อตั้งบริษัท Indochina Productions ขึ้น เพื่อให้บริการด้านการผลิตสำหรับโครงการต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ภาพ: 20th Century Studios; Jason Lang)
Nicholas Simon ย้ายมาพำนักในกรุงเทพฯ พร้อมกับภรรยาและบุตรสาวในปี 2009 ต่อมาในปี 2010 เขาก็ได้ก่อตั้งบริษัท Indochina Productions ขึ้น เพื่อให้บริการด้านการผลิตสำหรับโครงการต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ภาพ: 20th Century Studios; Jason Lang)

ปักหมุดเอเชียบนแผนที่ฮอลลีวูด

เมื่อกล่าวถึงฮอลลีวูด ผู้คนมักนึกถึงสตูดิโอขนาดใหญ่ในลอสแอนเจลิส เทคโนโลยีการถ่ายทำล้ำสมัย และงบประมาณการผลิตมหาศาล ทว่าสำหรับ Simon เขามองเห็นอีกด้านหนึ่งของอุตสาหกรรม นั่นคือโอกาสที่จะนำทีมสร้างภาพยนตร์ระดับโลกออกไปค้นหาสถานที่ เรื่องราว และทรัพยากรสร้างสรรค์ที่ยังไม่ได้รับการสำรวจอย่างเต็มศักยภาพ

วิสัยทัศน์นี้ปรากฏชัดผ่านการสร้าง Indochina Productions ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2010 และพัฒนาเครือข่ายการดำเนินงานครอบคลุมหลายประเทศในเอเชีย โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นสำนักงานใหญ่ และสำนักงานอีกแห่งในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ภารกิจของบริษัทไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการค้นหาสถานที่ถ่ายทำที่สวยงาม หากยังครอบคลุมการบริหารงานสร้าง การประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น การจัดหาอุปกรณ์ ตลอดจนการรวบรวมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญให้สามารถทำงานร่วมกับทีมงานนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หนึ่งในหมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Indochina Productions เข้ามามีส่วนร่วมกับภาพยนตร์ Kong: Skull Island ในปี 2017 ซึ่งใช้ประเทศเวียดนามเป็นสถานที่ถ่ายทำสำคัญ และนับเป็นการเปิดประตูให้การผลิตภาพยนตร์ฮอลลีวูดขนาดใหญ่เข้ามาดำเนินงานในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของภูมิประเทศอันงดงาม แต่ยังพิสูจน์ว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถรองรับกระบวนการผลิตภาพยนตร์ที่มีความซับซ้อนในระดับโลกได้

Above 'Kong: Skull Island' เป็นเรื่องราวของคณะสำรวจทางวิทยาศาสตร์ไปยังเกาะที่ไม่เคยมีใครสำรวจมาก่อนได้ปลุกพลังแห่งธรรมชาติอันมหาศาล ภารกิจการค้นพบจึงกลายเป็นสงครามอันดุเดือดระหว่างสัตว์ประหลาดและมนุษย์ โดยมีประเทศเวียดนามเป็นโลเคชั่นหลัก

หลังจากนั้น บริษัทของเขายังมีส่วนร่วมกับ Extraction ภาพยนตร์แอ็คชั่นของ Netflix ที่นำแสดงโดย Chris Hemsworth และมีการถ่ายทำส่วนหนึ่งในบังกลาเทศ รวมถึง Da 5 Bloods ของผู้กำกับ Spike Lee และภาพยนตร์จากจักรวาล Marvel หลายเรื่อง

สิ่งที่ทำให้ Simon แตกต่างจากผู้ประกอบการด้านโปรดักชั่นทั่วไป คือความสามารถในการมองเห็นศักยภาพทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงดงามของสถานที่ เพราะทุกครั้งที่กองถ่ายภาพยนตร์ขนาดใหญ่เดินทางเข้าสู่ประเทศหนึ่งๆ ย่อมหมายถึงการจ้างงาน การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการพัฒนาความเชี่ยวชาญให้แก่บุคลากรท้องถิ่นควบคู่กันไป

ในแง่นี้ ภาพยนตร์หนึ่งเรื่องจึงไม่ได้สร้างคุณค่าเฉพาะในวันที่ออกฉาย แต่ยังสามารถทิ้งมรดกทางเศรษฐกิจและทักษะอาชีพเอาไว้ในประเทศที่มีส่วนร่วมในการผลิตอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม: จากเด็กสาวโฮมสคูลสู่การล้มแชมป์โลก: Judit Polgár ผู้ทำลายทุกขีดจำกัดแห่งกระดานหมากรุก

‘The White Lotus’: การก้าวจากฉากหลังสู่ตัวละครสำคัญ

หาก Kong: Skull Island เป็นหนึ่งในผลงานที่แสดงให้เห็นว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถรองรับภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ได้ The White Lotus ซีซั่นสาม ก็นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจในฐานะจุดหมายการถ่ายทำระดับโลก

ซีรีส์ของ HBO ซึ่งสร้างสรรค์โดย Mike White เลือกประเทศไทยเป็นฉากหลักในการดำเนินเรื่อง โดยพาผู้ชมเดินทางผ่านบรรยากาศหรูหราของรีสอร์ตระดับโลก ธรรมชาติอันงดงาม และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ขณะที่ Indochina Productions รับหน้าที่สนับสนุนการผลิตในประเทศ โดย Simon มีบทบาทเป็นหนึ่งใน Co-Executive Producers ของซีซั่นนี้

Above ‘The White Lotus’ ซีซั่นสาม เล่าเรื่องราวความวุ่นวายของกลุ่มผู้มั่งคั่ง คู่รัก ครอบครัว และพนักงาน ที่มาเข้าพักผ่อนเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ณ รีสอร์ตหรูในประเทศไทย (เกาะสมุย ภูเก็ต และเชียงใหม่)

ในบทสนทนากับ DAVID Reviews ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมบทวิจารณ์และผลงานครีเอทีฟและภาพยนตร์โฆษณาจากทั่วโลก เมื่อปี 2025 Simon เล่าถึงการทำงานร่วมกับ Mike White และทีมผู้สร้างซีรีส์ ซึ่งต้องอาศัยการสนับสนุนด้านโปรดักชั่นในประเทศไทยยาวนานถึงแปดเดือน นับเป็นโครงการที่สะท้อนทั้งความซับซ้อนของการผลิตซีรีส์ระดับนานาชาติ และความสามารถของทีมงานท้องถิ่นในการบริหารงานสร้างขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ The White Lotus มีความหมายมากกว่าเพียงการสร้างภาพจำอันงดงามให้แก่ประเทศไทย เพราะซีรีส์เรื่องนี้ยังช่วยเปลี่ยนมุมมองของผู้สร้างจากต่างประเทศที่มีต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยอีกด้วย

ในอดีต ประเทศไทยอาจได้รับเลือกเป็นสถานที่ถ่ายทำเพราะสามารถใช้ทดแทนประเทศอื่นได้ ทั้งด้วยภูมิประเทศ ความหลากหลายของสถาปัตยกรรม และต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ ทว่า The White Lotus แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถเป็นหัวใจของเรื่องราวได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องแปลงโฉมเป็นสถานที่แห่งอื่น

ยิ่งไปกว่านั้น กระแสความสนใจที่เกิดขึ้นยังช่วยเปิดมุมมองใหม่ต่อศักยภาพของบุคลากรในอุตสาหกรรม ตั้งแต่ทีมออกแบบฉาก ผู้กำกับศิลป์ ช่างภาพ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ประสานงานการผลิต ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญในการทำให้โครงการระดับโลกเกิดขึ้นได้จริง

สำหรับ Simon โอกาสครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของซีรีส์หนึ่งเรื่อง แต่เป็นบทพิสูจน์ว่าประเทศไทยมีความพร้อมที่จะก้าวสู่บทบาทที่ใหญ่กว่าเดิมในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับสากล

Tatler Asia
Fa Bendetti, Nicholas Simon at the HBO Max Primetime Emmy Awards Afterparty held at San Vicente Bungalows on September 14, 2025 in Los Angeles, California. (Photo by JC Olivera/Variety via Getty Images)
Above Fa Benedetti และ Nicolas Simon ในงานเลี้ยงหลังพิธีมอบรางวัล Primetime Emmy Awards ของ HBO Max ซึ่งจัดขึ้นที่ San Vicente Bungalows เมื่อปี 2025 ในลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย (ภาพ: JC Olivera/Variety via Getty Images)
Fa Bendetti, Nicholas Simon at the HBO Max Primetime Emmy Awards Afterparty held at San Vicente Bungalows on September 14, 2025 in Los Angeles, California. (Photo by JC Olivera/Variety via Getty Images)

‘The Creator’: เมื่อจินตนาการระดับโลกพบกับศักยภาพของเอเชีย

อีกหนึ่งโครงการที่สะท้อนวิธีคิดในการทำงานของ Simon ได้อย่างชัดเจนคือ The Creator ภาพยนตร์ไซไฟปี 2023 ของผู้กำกับ Gareth Edwards ซึ่งสร้างโลกแห่งอนาคตที่มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์กำลังเผชิญหน้ากัน โดยอาศัยสถานที่ถ่ายทำจริงในเอเชียเป็นส่วนสำคัญของงานภาพ

แทนที่จะพึ่งพาฉากจำลองและเทคนิคพิเศษในสตูดิโอเป็นหลัก ทีมผู้สร้างเลือกเดินทางไปถ่ายทำตามสถานที่ต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย ก่อนนำเทคนิควิชวลเอฟเฟกต์มาต่อยอดภาพเหล่านั้นให้กลายเป็นโลกอนาคตที่มีเอกลักษณ์ ผลงานเรื่องนี้จึงกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด เพราะสามารถสร้างภาพที่มีความทะเยอทะยานในระดับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ภายใต้งบประมาณการผลิตที่ต่ำกว่าภาพยนตร์ไซไฟขนาดใหญ่หลายเรื่อง

Above 'The Creator' เล่าเรื่องราวในโลกอนาคตปี 2070 หลังเกิดเหตุการณ์ AI จุดชนวนระเบิดนิวเคลียร์ถล่มเมืองลอสแอนเจลิส จนนำไปสู่สงครามล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างมนุษยชาติกับกองทัพ AI

และในบทสัมภาษณ์กับ The Hollywood Reporter ระหว่างเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวในปี 2023 Simon กล่าวถึงโอกาสของการสร้างภาพยนตร์ขนาดใหญ่ด้วยงบประมาณระดับกลาง ตลอดจนศักยภาพของตลาดเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทยและญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้งมาตรการสนับสนุนการถ่ายทำและการพัฒนาความพร้อมด้านอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของ The Creator จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลลัพธ์บนจอภาพยนตร์ หากยังสะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของฮอลลีวูด ซึ่งเริ่มมองหาความสมดุลใหม่ระหว่างความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี ต้นทุน และการเข้าถึงทรัพยากรการผลิตจากทั่วโลก สำหรับ Simon นี่คือพื้นที่ที่เอเชียสามารถสร้างความได้เปรียบได้อย่างแท้จริง เพราะเมื่อทีมผู้สร้างระดับโลกสามารถเข้าถึงบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ สถานที่อันหลากหลาย และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน การผลิตภาพยนตร์ก็ไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่ภายในศูนย์กลางอุตสาหกรรมแบบเดิมอีกต่อไป

จาก Production Hub สู่ Creative Powerhouse

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยค่อยๆ พัฒนาจากจุดหมายสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ สู่ฐานการผลิตที่สามารถรองรับโครงการขนาดใหญ่ได้พร้อมกันหลายเรื่อง ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความงดงามของภูมิประเทศ หากยังเป็นผลจากการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ

จากข้อมูลที่เผยแพร่โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ (TFO) ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ประเทศไทยมีโครงการถ่ายทำจากต่างประเทศยื่นขออนุญาตจำนวน 423 โครงการ สร้างมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 7,510.69 ล้านบาท สะท้อนความสนใจที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมภาพยนตร์นานาชาติต่อตลาดไทย

Tatler Asia
5 อันดับประเทศที่เข้ามาลงทุนใช้ประเทศไทยเป็นโลโคชั่นสูงสุด จากข้อมูลของ กองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
Above 5 อันดับประเทศที่เข้ามาลงทุนใช้ประเทศไทยเป็นโลโคชั่นสูงสุดและใช้งบประมาณมากที่สุด จากข้อมูลของกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
5 อันดับประเทศที่เข้ามาลงทุนใช้ประเทศไทยเป็นโลโคชั่นสูงสุด จากข้อมูลของ กองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

Simon มองว่ามาตรการส่งเสริมการถ่ายทำของรัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดสตูดิโอจากสหรัฐอเมริกา แต่ความได้เปรียบของประเทศไทยไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจด้านการเงินเพียงอย่างเดียว หากยังเกิดจากประสบการณ์และความเชื่อมั่นที่สะสมผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานไทยกับบริษัทโปรดักชันระดับโลก “เมื่อผู้สร้างภาพยนตร์ได้สัมผัสสิ่งที่ประเทศไทยสามารถทำได้ ประเทศไทยก็ไม่ได้ถูกพิจารณาจากเรื่องต้นทุนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป” คำกล่าวนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของอุตสาหกรรมไทย จากประเทศที่เคยแข่งขันด้วยต้นทุนและความคุ้มค่า ไปสู่จุดหมายที่ได้รับความไว้วางใจจากคุณภาพและความสามารถในการผลิต

Simon ยังชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถรองรับการทำงานได้ตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมการถ่ายทำไปจนถึงกระบวนการหลังการผลิต ไม่ว่าจะเป็นงานวิชวลเอฟเฟกต์ แอนิเมชั่น หรือเทคนิคพิเศษต่างๆ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้บริษัทต่างชาติสามารถดำเนินโครงการขนาดใหญ่ได้อย่างครบวงจรภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน บุคลากรไทยที่เคยเริ่มต้นจากหน้าที่สนับสนุนเบื้องหลัง ก็สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญจนก้าวขึ้นมารับผิดชอบโครงการที่มีงบประมาณมหาศาลได้ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไม่ได้ก่อให้เกิดผลตอบแทนเฉพาะทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับทักษะและสร้างโอกาสให้แก่คนรุ่นใหม่อย่างยั่งยืน

เอเชียต้องเป็นเจ้าของเรื่องเล่าของตัวเอง

หลังประสบความสำเร็จในการเชื่อมโยงฮอลลีวูดเข้ากับเอเชียมาหลายทศวรรษ Simon กำลังขยายบทบาทจากผู้สนับสนุนการผลิตภาพยนตร์ระดับโลก ไปสู่การมีส่วนร่วมพัฒนาเนื้อหาและโครงการภาพยนตร์ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากภูมิภาคโดยตรง

หนึ่งในก้าวสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Indochina Productions เปิดตัว TSixtySix ในปี 2025 โดยมุ่งพัฒนาและผลิตภาพยนตร์ภาษาไทยที่มีศักยภาพเข้าถึงผู้ชมในระดับนานาชาติ พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนทำภาพยนตร์ไทยรุ่นใหม่ได้มีโอกาสนำเสนอผลงานของตนเอง

Tatler Asia
The Great Esarn Heist is an action-comedy heist thriller set in Thailand’s North East. When Dech's family land is stolen by a corrupt local politician, he gathers a crew of old friends and quirky locals to reclaim justice, pride, and their way of life. Directed by Chatana Tiprachat. (ภาพ: tsixtysix.com)
Above ‘The Great Esarn Heist’ ภาพยนตร์แนวแอ็คชั่น-คอมเมดี้ของ TSixtySix ซึ่งมีฉากหลังอยู่ในภาคอีสานของไทย เล่าเรื่องราวของ “เดช” ที่ครอบครัวถูกนักการเมืองท้องถิ่นผู้ฉ้อฉลยึดที่ดินไป เขาจึงรวบรวมกลุ่มเพื่อนเก่าและชาวบ้านที่มีนิสัยแปลกไม่เหมือนใครมารวมตัวกัน เพื่อทวงคืนความยุติธรรม ศักดิ์ศรี และวิถีชีวิตของพวกเขากลับคืนมา ผลงานกำกับโดย ฉันทนา ทิพย์ประชาติ ยังไม่มีกำหนดฉายอย่างเป็นทางการ (ภาพ: tsixtysix.com)
The Great Esarn Heist is an action-comedy heist thriller set in Thailand’s North East. When Dech's family land is stolen by a corrupt local politician, he gathers a crew of old friends and quirky locals to reclaim justice, pride, and their way of life. Directed by Chatana Tiprachat. (ภาพ: tsixtysix.com)

การเปิดตัวบริษัทครั้งนี้ในช่วงเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ นับเป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางใหม่ของธุรกิจที่ต้องการก้าวจากงานบริการโปรดักชั่นไปสู่การสร้างผลงานต้นฉบับ โดยมีภาพยนตร์ที่พัฒนาร่วมกับผู้กำกับไทยรุ่นใหม่เป็นจุดเริ่มต้น

นอกจากนี้ Indochina Productions ยังเข้ามามีส่วนร่วมในการก่อตั้ง Java Road บริษัทพัฒนาและผลิตภาพยนตร์ที่เชื่อมโยงบุคลากรสร้างสรรค์ระหว่างสหราชอาณาจักรกับเอเชีย โดยร่วมมือกับ Mike Goodridge โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ และ Lawrence Osborne นักเขียนชาวอังกฤษ

ต่อมาในเดือนมีนาคม 2026 Simon ยังร่วมมือกับ Storyoscopic Films บริษัทผลิตภาพยนตร์จากลอสแอนเจลิส จัดตั้ง BKK Films โดยมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร และมุ่งพัฒนาภาพยนตร์ที่มีตัวละครชาวเอเชียเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นและภาพยนตร์ประเภทอื่นๆ ที่สามารถถ่ายทำในประเทศไทย รวมถึงขยายการพัฒนาโครงการไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดนานาชาติ ความร่วมมือครั้งนี้มี Marcus Englefield และ George Lee จาก Storyoscopic Films เป็นพันธมิตรร่วมขับเคลื่อนกับเขา โดยมีโครงการภาพยนตร์อย่าง 7 Guns และ Dead Run อยู่ในแผนการผลิตที่ประกาศไว้

การขยายธุรกิจทั้งสามส่วนสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิสัยทัศน์ของ Simon จากเดิมที่มุ่งนำโครงการภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้ามาสร้างในเอเชีย สู่ความพยายามสร้างระบบนิเวศที่คนทำภาพยนตร์และเรื่องราวจากเอเชียสามารถพัฒนา เติบโต และแข่งขันในตลาดโลกได้ด้วยตนเอง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากบทบาทในอดีตของเขาคือการพาฮอลลีวูดมารู้จักเอเชีย บทบาทในอนาคตก็คือการพาเอเชียออกไปสร้างพื้นที่ของตัวเองในฮอลลีวูด

Made in Thailand, Wanted by the World

ในวันที่ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจในฐานะศูนย์กลางการผลิตภาพยนตร์และคอนเทนต์ระดับโลก ประสบการณ์ของ Nicholas Simon จึงมีความหมายมากกว่าความสำเร็จของโปรดิวเซอร์คนหนึ่ง หากยังสะท้อนถึงแนวทางการสร้างความได้เปรียบให้กับประเทศที่มีต้นทุนทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และบุคลากรซึ่งพร้อมก้าวขึ้นมามีบทบาทบนเวทีนานาชาติ

การที่เขาจะขึ้นเวที Tatler Gen.T Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–28 ตุลาคมนี้ ณ สยามพารากอน กรุงเทพมหานคร จึงนับเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ร่วมสำรวจมุมมองของผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ทำงานระหว่างโลกตะวันตกกับเอเชียมาอย่างยาวนาน โดย Simon มีกำหนดเข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ Made in Thailand, Wanted by the World วันที่ 27 ตุลาคม เวลา 11:20–12:10 น. ร่วมกับ ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์และซีรีส์ไทย อาทิ สงคราม ส่งด่วน (Mad Unicorn, 2025) และ ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer, 2026) เพื่อพูดคุยถึงวิธีสร้างสรรค์ผลงานจากประเทศไทยให้สามารถเข้าถึงผู้ชมระดับโลก รวมถึงความสำคัญของการรักษาอัตลักษณ์และความเชื่อมั่นในผลงานของตนเอง

ภายใต้แนวคิดหลัก The Defining Generation ซึ่งมุ่งนำเสนอบทเรียนจากบุคคลผู้กล้าบุกเบิกเส้นทางใหม่ เรื่องราวของ Simon สะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการเดินตามแบบแผนที่มีอยู่เสมอไป หากบางครั้งเริ่มต้นจากการมองเห็นโอกาสในสถานที่ที่ผู้อื่นยังมองข้าม และความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ว่าโอกาสนั้นสามารถกลายเป็นความจริงได้

ดังเช่นเส้นทางของชายหนุ่มที่ครั้งหนึ่งไม่ได้ตั้งใจจะเป็นโปรดิวเซอร์ แต่กลับใช้เวลากว่าสามทศวรรษสร้างสะพานเชื่อมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลกเข้ากับภูมิภาคเอเชีย

จากการพากองถ่ายฮอลลีวูดเข้ามาค้นพบความงดงามของประเทศไทย จนถึงการผลักดันให้เรื่องราวและบุคลากรสร้างสรรค์ของไทยก้าวสู่ตลาดโลก เขากำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าอนาคตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ากล้องถ่ายทำตั้งอยู่ที่ใดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าใครมีโอกาสเป็นผู้กำหนดเรื่องราวที่กล้องตัวนั้นจะบันทึก

และบางที ความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของ Nicholas Simon อาจไม่ใช่จำนวนภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่เขาช่วยนำมาถ่ายทำในเอเชีย หากแต่เป็นวันที่ผู้สร้างจากเอเชียสามารถบอกเล่าเรื่องราวของตนเองให้โลกได้รับฟัง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาเปิดประตูให้อีกต่อไป

เมื่อผู้สร้างภาพยนตร์ได้สัมผัสสิ่งที่ประเทศไทยสามารถทำได้ ประเทศไทยก็ไม่ได้ถูกพิจารณาจากเรื่องต้นทุนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

- Nicholas Simon -


มาร่วมสัมผัสแรงบันดาลใจและกระทบไหล่ Nicholas Simon อย่างใกล้ชิดในงาน Gen.T Summit 2026 การพบปะสุดยอดผู้นำระดับภูมิภาคโดย Tatler ซึ่งจะจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 27-28 ตุลาคม 2026
 

Topics