จากชายหนุ่มผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักข่าว สู่โปรดิวเซอร์ผู้มีบทบาทเบื้องหลังภาพยนตร์ฮอลลีวูดและซีรีส์ระดับโลก Nicholas Simon กำลังผลักดันประเทศไทยจากสถานที่ถ่ายทำชั้นนำ สู่ศูนย์กลางการสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์แห่งอนาคต
หากภาพยนตร์เปรียบเสมือนประตูที่เปิดพาผู้ชมเดินทางไปยังโลกอันไร้ขอบเขต นิโคลัส ไซมอน (Nicholas Simon) ก็คือหนึ่งในบุคคลเบื้องหลังผู้ทำหน้าที่เปิดประตูบานนั้นให้กับฮอลลีวูดมายาวนานกว่าสามทศวรรษ ชื่อของเขาอาจไม่ปรากฏอยู่บนป้ายโฆษณาภาพยนตร์เคียงข้างนักแสดงชื่อดัง แต่ผลงานของเขาปรากฏอยู่บนจอภาพยนตร์และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งผ่านภาพยนตร์อย่าง Kong: Skull Island, Extraction, The Creator ตลอดจนซีรีส์ยอดนิยมอย่าง The White Lotus ซีซั่นสาม ที่นำเสน่ห์ของเมืองไทยไปสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก
ในฐานะผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Indochina Productions บริษัทโปรดักชั่นซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร Simon ไม่เพียงทำหน้าที่เชื่อมโยงทีมผู้สร้างภาพยนตร์ระดับโลกเข้ากับสถานที่ถ่ายทำในเอเชีย แต่ยังเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสร้างระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่เปิดโอกาสให้บุคลากรท้องถิ่นได้เติบโตไปพร้อมกับมาตรฐานการผลิตระดับสากล
และในวันนี้ เมื่อเอเชียกำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรมบันเทิงโลก วิสัยทัศน์ของเขาก็กำลังขยับไปไกลกว่าการเชื้อเชิญฮอลลีวูดให้เดินทางมาถ่ายทำในภูมิภาค แต่เป็นความพยายามที่จะผลักดันเรื่องราวและบุคลากรสร้างสรรค์จากเอเชียให้ออกเดินทางไปสู่สายตาของผู้ชมทั่วโลกด้วยเช่นกัน
อ่านเพิ่มเติม: ครั้งแรกในไทย! Tatler Gen.T Summit 2026 การรวมตัวของผู้นำรุ่นใหม่ระดับเอเชีย เปิดวิสัยทัศน์สู่อนาคต
เส้นทางที่ไม่ได้วางแผน
เรื่องราวของ Nicholas Simon ไม่ได้เริ่มต้นจากความฝันที่จะเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ ตรงกันข้าม เขาเคยวาดภาพอนาคตของตนเองไว้ในฐานะนักข่าว ผู้มีหน้าที่ออกเดินทาง ค้นหาความจริง และนำเรื่องราวของผู้คนมาถ่ายทอดสู่สาธารณะ
ในบทสัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The Daily Star เมื่อปี 2014 เขาเปิดเผยว่าเรียนจบด้านวารสารศาสตร์และตั้งใจจะประกอบอาชีพนักข่าว ก่อนเหตุบังเอิญครั้งหนึ่งจะเปลี่ยนทิศทางชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเพื่อนคนหนึ่งต้องการผู้รับหน้าที่ผลิตภาพยนตร์โฆษณาสามชิ้นภายในเวลาเพียง 10 วัน Simon จึงเสนอตัวเข้ารับงาน แม้ในเวลานั้นจะไม่ได้วางแผนเข้าสู่วงการโปรดักชั่นมาก่อนก็ตาม “ผมไม่เคยวางแผนที่จะเป็นโปรดิวเซอร์เลย ความจริงแล้วผมเรียนจบด้านวารสารศาสตร์ และเคยฝันว่าจะเป็นนักข่าว”
งานที่เริ่มต้นจากความบังเอิญกลับทำให้เขาค้นพบโลกอีกใบที่สามารถผสานความสนใจในการเล่าเรื่องเข้ากับการทำงานร่วมกับผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว เขาค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์ในวงการภาพยนตร์ ตั้งแต่งานสารคดี ภาพยนตร์โฆษณา ไปจนถึงภาพยนตร์ขนาดยาว โดยเส้นทางการทำงานในเอเชียของเขาย้อนกลับไปถึงช่วงต้นทศวรรษ 1990
แม้จะเปลี่ยนจากการเป็นนักข่าวมาอยู่เบื้องหลังกล้องถ่ายภาพยนตร์ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความสนใจในชีวิตและเรื่องราวของผู้คน เพราะสำหรับ Simon การสร้างภาพยนตร์ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการผลิตความบันเทิง หากยังเป็นหนทางเชื่อมโยงผู้คนจากต่างภาษาและวัฒนธรรมให้มีโอกาสเรียนรู้ซึ่งกันและกัน “ผมอยากทำงานร่วมกับผู้คนทั่วโลก อยากถ่ายทอดเรื่องราวของพวกเขา และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เข้ามามีส่วนร่วมในผลงานของเรา”
แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นรากฐานสำคัญของเส้นทางอาชีพที่ไม่เพียงสร้างชื่อเสียงให้แก่เขา แต่ยังช่วยเปิดพื้นที่ใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Above Nicholas Simon ย้ายมาพำนักในกรุงเทพฯ พร้อมกับภรรยาและบุตรสาวในปี 2009 ต่อมาในปี 2010 เขาก็ได้ก่อตั้งบริษัท Indochina Productions ขึ้น เพื่อให้บริการด้านการผลิตสำหรับโครงการต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ภาพ: 20th Century Studios; Jason Lang)
ปักหมุดเอเชียบนแผนที่ฮอลลีวูด
เมื่อกล่าวถึงฮอลลีวูด ผู้คนมักนึกถึงสตูดิโอขนาดใหญ่ในลอสแอนเจลิส เทคโนโลยีการถ่ายทำล้ำสมัย และงบประมาณการผลิตมหาศาล ทว่าสำหรับ Simon เขามองเห็นอีกด้านหนึ่งของอุตสาหกรรม นั่นคือโอกาสที่จะนำทีมสร้างภาพยนตร์ระดับโลกออกไปค้นหาสถานที่ เรื่องราว และทรัพยากรสร้างสรรค์ที่ยังไม่ได้รับการสำรวจอย่างเต็มศักยภาพ
วิสัยทัศน์นี้ปรากฏชัดผ่านการสร้าง Indochina Productions ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2010 และพัฒนาเครือข่ายการดำเนินงานครอบคลุมหลายประเทศในเอเชีย โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นสำนักงานใหญ่ และสำนักงานอีกแห่งในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
ภารกิจของบริษัทไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการค้นหาสถานที่ถ่ายทำที่สวยงาม หากยังครอบคลุมการบริหารงานสร้าง การประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น การจัดหาอุปกรณ์ ตลอดจนการรวบรวมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญให้สามารถทำงานร่วมกับทีมงานนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Indochina Productions เข้ามามีส่วนร่วมกับภาพยนตร์ Kong: Skull Island ในปี 2017 ซึ่งใช้ประเทศเวียดนามเป็นสถานที่ถ่ายทำสำคัญ และนับเป็นการเปิดประตูให้การผลิตภาพยนตร์ฮอลลีวูดขนาดใหญ่เข้ามาดำเนินงานในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของภูมิประเทศอันงดงาม แต่ยังพิสูจน์ว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถรองรับกระบวนการผลิตภาพยนตร์ที่มีความซับซ้อนในระดับโลกได้
Above 'Kong: Skull Island' เป็นเรื่องราวของคณะสำรวจทางวิทยาศาสตร์ไปยังเกาะที่ไม่เคยมีใครสำรวจมาก่อนได้ปลุกพลังแห่งธรรมชาติอันมหาศาล ภารกิจการค้นพบจึงกลายเป็นสงครามอันดุเดือดระหว่างสัตว์ประหลาดและมนุษย์ โดยมีประเทศเวียดนามเป็นโลเคชั่นหลัก
หลังจากนั้น บริษัทของเขายังมีส่วนร่วมกับ Extraction ภาพยนตร์แอ็คชั่นของ Netflix ที่นำแสดงโดย Chris Hemsworth และมีการถ่ายทำส่วนหนึ่งในบังกลาเทศ รวมถึง Da 5 Bloods ของผู้กำกับ Spike Lee และภาพยนตร์จากจักรวาล Marvel หลายเรื่อง
สิ่งที่ทำให้ Simon แตกต่างจากผู้ประกอบการด้านโปรดักชั่นทั่วไป คือความสามารถในการมองเห็นศักยภาพทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงดงามของสถานที่ เพราะทุกครั้งที่กองถ่ายภาพยนตร์ขนาดใหญ่เดินทางเข้าสู่ประเทศหนึ่งๆ ย่อมหมายถึงการจ้างงาน การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการพัฒนาความเชี่ยวชาญให้แก่บุคลากรท้องถิ่นควบคู่กันไป
ในแง่นี้ ภาพยนตร์หนึ่งเรื่องจึงไม่ได้สร้างคุณค่าเฉพาะในวันที่ออกฉาย แต่ยังสามารถทิ้งมรดกทางเศรษฐกิจและทักษะอาชีพเอาไว้ในประเทศที่มีส่วนร่วมในการผลิตอีกด้วย
อ่านเพิ่มเติม: จากเด็กสาวโฮมสคูลสู่การล้มแชมป์โลก: Judit Polgár ผู้ทำลายทุกขีดจำกัดแห่งกระดานหมากรุก
‘The White Lotus’: การก้าวจากฉากหลังสู่ตัวละครสำคัญ
หาก Kong: Skull Island เป็นหนึ่งในผลงานที่แสดงให้เห็นว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถรองรับภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ได้ The White Lotus ซีซั่นสาม ก็นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจในฐานะจุดหมายการถ่ายทำระดับโลก
ซีรีส์ของ HBO ซึ่งสร้างสรรค์โดย Mike White เลือกประเทศไทยเป็นฉากหลักในการดำเนินเรื่อง โดยพาผู้ชมเดินทางผ่านบรรยากาศหรูหราของรีสอร์ตระดับโลก ธรรมชาติอันงดงาม และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ขณะที่ Indochina Productions รับหน้าที่สนับสนุนการผลิตในประเทศ โดย Simon มีบทบาทเป็นหนึ่งใน Co-Executive Producers ของซีซั่นนี้
Above ‘The White Lotus’ ซีซั่นสาม เล่าเรื่องราวความวุ่นวายของกลุ่มผู้มั่งคั่ง คู่รัก ครอบครัว และพนักงาน ที่มาเข้าพักผ่อนเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ณ รีสอร์ตหรูในประเทศไทย (เกาะสมุย ภูเก็ต และเชียงใหม่)
ในบทสนทนากับ DAVID Reviews ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมบทวิจารณ์และผลงานครีเอทีฟและภาพยนตร์โฆษณาจากทั่วโลก เมื่อปี 2025 Simon เล่าถึงการทำงานร่วมกับ Mike White และทีมผู้สร้างซีรีส์ ซึ่งต้องอาศัยการสนับสนุนด้านโปรดักชั่นในประเทศไทยยาวนานถึงแปดเดือน นับเป็นโครงการที่สะท้อนทั้งความซับซ้อนของการผลิตซีรีส์ระดับนานาชาติ และความสามารถของทีมงานท้องถิ่นในการบริหารงานสร้างขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ The White Lotus มีความหมายมากกว่าเพียงการสร้างภาพจำอันงดงามให้แก่ประเทศไทย เพราะซีรีส์เรื่องนี้ยังช่วยเปลี่ยนมุมมองของผู้สร้างจากต่างประเทศที่มีต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยอีกด้วย
ในอดีต ประเทศไทยอาจได้รับเลือกเป็นสถานที่ถ่ายทำเพราะสามารถใช้ทดแทนประเทศอื่นได้ ทั้งด้วยภูมิประเทศ ความหลากหลายของสถาปัตยกรรม และต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ ทว่า The White Lotus แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถเป็นหัวใจของเรื่องราวได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องแปลงโฉมเป็นสถานที่แห่งอื่น
ยิ่งไปกว่านั้น กระแสความสนใจที่เกิดขึ้นยังช่วยเปิดมุมมองใหม่ต่อศักยภาพของบุคลากรในอุตสาหกรรม ตั้งแต่ทีมออกแบบฉาก ผู้กำกับศิลป์ ช่างภาพ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ประสานงานการผลิต ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญในการทำให้โครงการระดับโลกเกิดขึ้นได้จริง
สำหรับ Simon โอกาสครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของซีรีส์หนึ่งเรื่อง แต่เป็นบทพิสูจน์ว่าประเทศไทยมีความพร้อมที่จะก้าวสู่บทบาทที่ใหญ่กว่าเดิมในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับสากล

Above Fa Benedetti และ Nicolas Simon ในงานเลี้ยงหลังพิธีมอบรางวัล Primetime Emmy Awards ของ HBO Max ซึ่งจัดขึ้นที่ San Vicente Bungalows เมื่อปี 2025 ในลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย (ภาพ: JC Olivera/Variety via Getty Images)
‘The Creator’: เมื่อจินตนาการระดับโลกพบกับศักยภาพของเอเชีย
อีกหนึ่งโครงการที่สะท้อนวิธีคิดในการทำงานของ Simon ได้อย่างชัดเจนคือ The Creator ภาพยนตร์ไซไฟปี 2023 ของผู้กำกับ Gareth Edwards ซึ่งสร้างโลกแห่งอนาคตที่มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์กำลังเผชิญหน้ากัน โดยอาศัยสถานที่ถ่ายทำจริงในเอเชียเป็นส่วนสำคัญของงานภาพ
แทนที่จะพึ่งพาฉากจำลองและเทคนิคพิเศษในสตูดิโอเป็นหลัก ทีมผู้สร้างเลือกเดินทางไปถ่ายทำตามสถานที่ต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย ก่อนนำเทคนิควิชวลเอฟเฟกต์มาต่อยอดภาพเหล่านั้นให้กลายเป็นโลกอนาคตที่มีเอกลักษณ์ ผลงานเรื่องนี้จึงกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด เพราะสามารถสร้างภาพที่มีความทะเยอทะยานในระดับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ภายใต้งบประมาณการผลิตที่ต่ำกว่าภาพยนตร์ไซไฟขนาดใหญ่หลายเรื่อง
Above 'The Creator' เล่าเรื่องราวในโลกอนาคตปี 2070 หลังเกิดเหตุการณ์ AI จุดชนวนระเบิดนิวเคลียร์ถล่มเมืองลอสแอนเจลิส จนนำไปสู่สงครามล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างมนุษยชาติกับกองทัพ AI
และในบทสัมภาษณ์กับ The Hollywood Reporter ระหว่างเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวในปี 2023 Simon กล่าวถึงโอกาสของการสร้างภาพยนตร์ขนาดใหญ่ด้วยงบประมาณระดับกลาง ตลอดจนศักยภาพของตลาดเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทยและญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้งมาตรการสนับสนุนการถ่ายทำและการพัฒนาความพร้อมด้านอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
ความสำคัญของ The Creator จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลลัพธ์บนจอภาพยนตร์ หากยังสะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของฮอลลีวูด ซึ่งเริ่มมองหาความสมดุลใหม่ระหว่างความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี ต้นทุน และการเข้าถึงทรัพยากรการผลิตจากทั่วโลก สำหรับ Simon นี่คือพื้นที่ที่เอเชียสามารถสร้างความได้เปรียบได้อย่างแท้จริง เพราะเมื่อทีมผู้สร้างระดับโลกสามารถเข้าถึงบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ สถานที่อันหลากหลาย และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน การผลิตภาพยนตร์ก็ไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่ภายในศูนย์กลางอุตสาหกรรมแบบเดิมอีกต่อไป
จาก Production Hub สู่ Creative Powerhouse
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยค่อยๆ พัฒนาจากจุดหมายสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ สู่ฐานการผลิตที่สามารถรองรับโครงการขนาดใหญ่ได้พร้อมกันหลายเรื่อง ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความงดงามของภูมิประเทศ หากยังเป็นผลจากการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ
จากข้อมูลที่เผยแพร่โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ (TFO) ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ประเทศไทยมีโครงการถ่ายทำจากต่างประเทศยื่นขออนุญาตจำนวน 423 โครงการ สร้างมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 7,510.69 ล้านบาท สะท้อนความสนใจที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมภาพยนตร์นานาชาติต่อตลาดไทย

Above 5 อันดับประเทศที่เข้ามาลงทุนใช้ประเทศไทยเป็นโลโคชั่นสูงสุดและใช้งบประมาณมากที่สุด จากข้อมูลของกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
Simon มองว่ามาตรการส่งเสริมการถ่ายทำของรัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดสตูดิโอจากสหรัฐอเมริกา แต่ความได้เปรียบของประเทศไทยไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจด้านการเงินเพียงอย่างเดียว หากยังเกิดจากประสบการณ์และความเชื่อมั่นที่สะสมผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานไทยกับบริษัทโปรดักชันระดับโลก “เมื่อผู้สร้างภาพยนตร์ได้สัมผัสสิ่งที่ประเทศไทยสามารถทำได้ ประเทศไทยก็ไม่ได้ถูกพิจารณาจากเรื่องต้นทุนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป” คำกล่าวนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของอุตสาหกรรมไทย จากประเทศที่เคยแข่งขันด้วยต้นทุนและความคุ้มค่า ไปสู่จุดหมายที่ได้รับความไว้วางใจจากคุณภาพและความสามารถในการผลิต
Simon ยังชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถรองรับการทำงานได้ตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมการถ่ายทำไปจนถึงกระบวนการหลังการผลิต ไม่ว่าจะเป็นงานวิชวลเอฟเฟกต์ แอนิเมชั่น หรือเทคนิคพิเศษต่างๆ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้บริษัทต่างชาติสามารถดำเนินโครงการขนาดใหญ่ได้อย่างครบวงจรภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน บุคลากรไทยที่เคยเริ่มต้นจากหน้าที่สนับสนุนเบื้องหลัง ก็สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญจนก้าวขึ้นมารับผิดชอบโครงการที่มีงบประมาณมหาศาลได้ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไม่ได้ก่อให้เกิดผลตอบแทนเฉพาะทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับทักษะและสร้างโอกาสให้แก่คนรุ่นใหม่อย่างยั่งยืน
เอเชียต้องเป็นเจ้าของเรื่องเล่าของตัวเอง
หลังประสบความสำเร็จในการเชื่อมโยงฮอลลีวูดเข้ากับเอเชียมาหลายทศวรรษ Simon กำลังขยายบทบาทจากผู้สนับสนุนการผลิตภาพยนตร์ระดับโลก ไปสู่การมีส่วนร่วมพัฒนาเนื้อหาและโครงการภาพยนตร์ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากภูมิภาคโดยตรง
หนึ่งในก้าวสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Indochina Productions เปิดตัว TSixtySix ในปี 2025 โดยมุ่งพัฒนาและผลิตภาพยนตร์ภาษาไทยที่มีศักยภาพเข้าถึงผู้ชมในระดับนานาชาติ พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนทำภาพยนตร์ไทยรุ่นใหม่ได้มีโอกาสนำเสนอผลงานของตนเอง

Above ‘The Great Esarn Heist’ ภาพยนตร์แนวแอ็คชั่น-คอมเมดี้ของ TSixtySix ซึ่งมีฉากหลังอยู่ในภาคอีสานของไทย เล่าเรื่องราวของ “เดช” ที่ครอบครัวถูกนักการเมืองท้องถิ่นผู้ฉ้อฉลยึดที่ดินไป เขาจึงรวบรวมกลุ่มเพื่อนเก่าและชาวบ้านที่มีนิสัยแปลกไม่เหมือนใครมารวมตัวกัน เพื่อทวงคืนความยุติธรรม ศักดิ์ศรี และวิถีชีวิตของพวกเขากลับคืนมา ผลงานกำกับโดย ฉันทนา ทิพย์ประชาติ ยังไม่มีกำหนดฉายอย่างเป็นทางการ (ภาพ: tsixtysix.com)
การเปิดตัวบริษัทครั้งนี้ในช่วงเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ นับเป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางใหม่ของธุรกิจที่ต้องการก้าวจากงานบริการโปรดักชั่นไปสู่การสร้างผลงานต้นฉบับ โดยมีภาพยนตร์ที่พัฒนาร่วมกับผู้กำกับไทยรุ่นใหม่เป็นจุดเริ่มต้น
นอกจากนี้ Indochina Productions ยังเข้ามามีส่วนร่วมในการก่อตั้ง Java Road บริษัทพัฒนาและผลิตภาพยนตร์ที่เชื่อมโยงบุคลากรสร้างสรรค์ระหว่างสหราชอาณาจักรกับเอเชีย โดยร่วมมือกับ Mike Goodridge โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ และ Lawrence Osborne นักเขียนชาวอังกฤษ
ต่อมาในเดือนมีนาคม 2026 Simon ยังร่วมมือกับ Storyoscopic Films บริษัทผลิตภาพยนตร์จากลอสแอนเจลิส จัดตั้ง BKK Films โดยมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร และมุ่งพัฒนาภาพยนตร์ที่มีตัวละครชาวเอเชียเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นและภาพยนตร์ประเภทอื่นๆ ที่สามารถถ่ายทำในประเทศไทย รวมถึงขยายการพัฒนาโครงการไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดนานาชาติ ความร่วมมือครั้งนี้มี Marcus Englefield และ George Lee จาก Storyoscopic Films เป็นพันธมิตรร่วมขับเคลื่อนกับเขา โดยมีโครงการภาพยนตร์อย่าง 7 Guns และ Dead Run อยู่ในแผนการผลิตที่ประกาศไว้
การขยายธุรกิจทั้งสามส่วนสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิสัยทัศน์ของ Simon จากเดิมที่มุ่งนำโครงการภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้ามาสร้างในเอเชีย สู่ความพยายามสร้างระบบนิเวศที่คนทำภาพยนตร์และเรื่องราวจากเอเชียสามารถพัฒนา เติบโต และแข่งขันในตลาดโลกได้ด้วยตนเอง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากบทบาทในอดีตของเขาคือการพาฮอลลีวูดมารู้จักเอเชีย บทบาทในอนาคตก็คือการพาเอเชียออกไปสร้างพื้นที่ของตัวเองในฮอลลีวูด
Made in Thailand, Wanted by the World
ในวันที่ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจในฐานะศูนย์กลางการผลิตภาพยนตร์และคอนเทนต์ระดับโลก ประสบการณ์ของ Nicholas Simon จึงมีความหมายมากกว่าความสำเร็จของโปรดิวเซอร์คนหนึ่ง หากยังสะท้อนถึงแนวทางการสร้างความได้เปรียบให้กับประเทศที่มีต้นทุนทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และบุคลากรซึ่งพร้อมก้าวขึ้นมามีบทบาทบนเวทีนานาชาติ
การที่เขาจะขึ้นเวที Tatler Gen.T Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–28 ตุลาคมนี้ ณ สยามพารากอน กรุงเทพมหานคร จึงนับเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ร่วมสำรวจมุมมองของผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ทำงานระหว่างโลกตะวันตกกับเอเชียมาอย่างยาวนาน โดย Simon มีกำหนดเข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ Made in Thailand, Wanted by the World วันที่ 27 ตุลาคม เวลา 11:20–12:10 น. ร่วมกับ ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์และซีรีส์ไทย อาทิ สงคราม ส่งด่วน (Mad Unicorn, 2025) และ ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer, 2026) เพื่อพูดคุยถึงวิธีสร้างสรรค์ผลงานจากประเทศไทยให้สามารถเข้าถึงผู้ชมระดับโลก รวมถึงความสำคัญของการรักษาอัตลักษณ์และความเชื่อมั่นในผลงานของตนเอง
ภายใต้แนวคิดหลัก The Defining Generation ซึ่งมุ่งนำเสนอบทเรียนจากบุคคลผู้กล้าบุกเบิกเส้นทางใหม่ เรื่องราวของ Simon สะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการเดินตามแบบแผนที่มีอยู่เสมอไป หากบางครั้งเริ่มต้นจากการมองเห็นโอกาสในสถานที่ที่ผู้อื่นยังมองข้าม และความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ว่าโอกาสนั้นสามารถกลายเป็นความจริงได้
ดังเช่นเส้นทางของชายหนุ่มที่ครั้งหนึ่งไม่ได้ตั้งใจจะเป็นโปรดิวเซอร์ แต่กลับใช้เวลากว่าสามทศวรรษสร้างสะพานเชื่อมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลกเข้ากับภูมิภาคเอเชีย
จากการพากองถ่ายฮอลลีวูดเข้ามาค้นพบความงดงามของประเทศไทย จนถึงการผลักดันให้เรื่องราวและบุคลากรสร้างสรรค์ของไทยก้าวสู่ตลาดโลก เขากำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าอนาคตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ากล้องถ่ายทำตั้งอยู่ที่ใดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าใครมีโอกาสเป็นผู้กำหนดเรื่องราวที่กล้องตัวนั้นจะบันทึก
และบางที ความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของ Nicholas Simon อาจไม่ใช่จำนวนภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่เขาช่วยนำมาถ่ายทำในเอเชีย หากแต่เป็นวันที่ผู้สร้างจากเอเชียสามารถบอกเล่าเรื่องราวของตนเองให้โลกได้รับฟัง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาเปิดประตูให้อีกต่อไป
เมื่อผู้สร้างภาพยนตร์ได้สัมผัสสิ่งที่ประเทศไทยสามารถทำได้ ประเทศไทยก็ไม่ได้ถูกพิจารณาจากเรื่องต้นทุนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
มาร่วมสัมผัสแรงบันดาลใจและกระทบไหล่ Nicholas Simon อย่างใกล้ชิดในงาน Gen.T Summit 2026 การพบปะสุดยอดผู้นำระดับภูมิภาคโดย Tatler ซึ่งจะจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 27-28 ตุลาคม 2026
อ่านเพิ่มเติม:





